เรื่องราวของกรามล๊อค ตอนที่ 1

             

              ฉบับนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศมาเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับหมาตัวเองบ้างนะครับ เพราะว่าเพิ่งได้ลูกสุนัขตัวใหม่มาหนึ่งตัว ผมตั้งใจว่าจะนำมันมาเลี้ยงและจะฝึกมันไว้สำหรับพาออกงาน ทดแทนตัวเก่า เจ้าบีเจ ตำนานลากน้ำหนักที่เริ่มอายุมากขึ้นและโรยราไปตามวัย สุนัขตัวนี้เป็นสายเลือดของบีเจ ที่ผสมไปกับแม่สุนัขของคุณสมพงษ์ ลำพูน ผมให้ชื่อมันว่า กรามล๊อค ชื่อที่สื่อความหมายถึงหมาพันธ์นี้ได้เป็นอย่างดี แต่ผมคงไม่ได้ตั้งชื่อนี้เป็นคนแรกแน่ๆครับ เพราะเท่าที่รู้มีน้องที่รู้จักกันท่านหนึ่งเลี้ยงพิตบูลที่เลี้ยงพิตบูล ก็ตั้งชื่อหมาเขาว่ากรามล๊อคเหมือนกัน ดังนั้นผมจึงไม่น่าจะเป็นคนแรกที่ตั้งหมาชื่อนี้ครับ

                พี่น้องร่วมคอกของ กรามล๊อค มีทั้งหมดห้าตัว เกิดวันที่ 2 /02/2012 เลขสวยเสียด้วย โดยในคอกเป็นตัวผู้สามเมียสอง ตัวมันเป็นตัวที่ขี้ขลาดที่สุดในคอกเลยครับ ผมคิดอยู่นานเหมือนกัน ว่าในสามตัวนั้นจะเลือกตัวไหนดี เพราะแต่ละตัวก็ล้วนมีจุดเด่นที่ยากจะตัดใจ ตัวที่หนึ่ง กระดูกโตมาก อุ้งเท่าใหญ่กว่าพี่น้องในคอกเกือบสองเท่า มั่นใจว่าโตมาน่าจะใหญ่สุดในคอก แต่มีสีขาวแซมที่หน้า หน้าจึงออกหวานไปนิด ตัวที่สองสีแดงทั้งตัว เล็บแดงด้วย ตรงตามลักษณะของโอลด์แฟมิลี่เลย มีขนาดตัวเล็กกว่าตัวแรก แต่มีความเป็นจ่าฝูงสูงมาก ไม่ค่อยกลัวอะไรเลย ใครๆก็เดาว่าผมจะเลือกสุนัขตัวนี้ เพราะผมชอบหมาที่มีแรงขับสูง และมันลักษณะนิสัยคล้ายกับไทเกอร์สุนัขพิตบูลตัวแรกในชีวิตของผม ตัวที่สามซึ่งเป็นตัวที่ผมเลือกมีลักษณะด้อยที่สุดในหมู่พี่น้อง เพราะมันค่อนข้างขี้กลัวมากๆ และใจก็อยากเลือกตัวที่สอง เพราะลักษณะมันโดนมาก ทั้งสีสันและนิสัย แต่มาเปลี่ยนใจเอาภายหลัง แต่เดี๋ยวผมจะบอกเหตุผลให้ทราบนะว่าทำไมผมถึงเลือกสุนัขตัวนี้มาเลี้ยง

                การเลือกสุนัขสักตัวเข้ามาในชีวิต สิ่งแรกที่อยากให้พิจารณาก็คือ เราต้องการอะไรจากสุนัขตัวที่เรากำลังจะเลี้ยง และเมื่อเอามาเลี้ยงแล้วทุกคนในบ้านจะมีความสุขหรือไม่ หรือว่าเราสุขอยู่คนเดี๋ยวแต่คนอื่นเป็นทุกข์ อันนี้ก็คือสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาให้ดี หมาหนึ่งตัวต้องอยู่กับเราไปเป็นสิบปี นี่ก็คือเหตุผลที่ผมเลือกสุนัขขี้กลัวกลับมา เพราะว่าผมต้องการให้มันเป็นสุนัขที่เข้าได้กับทุกคนในครอบครัวไม่ก้าวร้าวกับคนในบ้าน วันนี้ชีวิตครอบครัวผมเปลี่ยนไปจากเดิม ผมจึงไม่ต้องการหมาแรงขับสูง ไม่ต้องการหมาดุ เพราะผมมีแม่ที่อายุมากแล้วและ มีลูกสาวที่ยังเป็นเด็กอยู่ในบ้านด้วย ผมจึงไม่อยากเลือกสุนัขที่มีแรงขับสูงมากนัก ผมไม่ได้เน้นการเอามาเฝ้าบ้าน ผมไม่ได้ห่วงว่ามันจะกัดใคร แต่ผมห่วงกรณีที่ผมไม่อยู่ กลัวคนอื่นๆในบ้านจะคุมมันไม่ได้มากกว่า ส่วนปัญหาเรื่องความขี้กลัว ผมมั่นใจว่าผมสามารถสร้างความมั่นใจให้มันกลัวลดลงได้ แต่ถ้าเอาสุนัขที่มีแรงขับสูงมาตั้งแต่แรก ผมกลัวลูกสาวผมซึ่งมีอายุเพียง 9 ขวบจะคุมมันไม่อยู่ครับ ผมอยากให้เขาเติบโตไปพร้อมๆกัน เป็นเพื่อนเล่นกัน และผมจะฝึกลูกสาวให้เข้าใจหมาพิตบูล รักหมาพิตบูล หมาที่คุณพ่อคลั่งไคร้อย่างเข้ากระดูกดำ ซึ่งกล้าพูดเลยว่าถ้าจะให้ผมเปลี่ยนไปเลี้ยงพันธ์อื่น ยอมรับว่าทำใจลำบากจริงๆ ถ้าไม่ได้เลี้ยงพิตบูลก็คงอาจจะต้องเลิกการเลี้ยงหมาไปเลยครับ

                ผมได้เขามาวันแรกก็ไม่ได้โอ๋กันจนเกินกว่าเหตุ ปฏิบัติเหมือนกับสุนัขที่เคยเลี้ยงทั่วๆไป ผมเริ่มสร้างความคุ้นเคยให้เขากับสมาชิกในบ้าน ให้เขารู้จักกรงนอน เรื่องอาหารการเลี้ยงดู สองวันแรกผมใช้อาหารเอฟวัน สูตรสำหรับลูกสุนัขแช่นมให้กิน เพราะว่าเขายังไม่อย่านมดี ตอนเอามายังกินนมแม่อยู่ การใช้นมแช่ในอาหาร มันเป็นการเริ่มต้นให้เขารู้จักอาหารเม็ด ผมจำเป็นฝึกให้เขากินอาหารเม็ด เพื่อเตรียมตัวสำหรับการกินอาหารเม็ดสำเร็จรูปในโอกาสต่อไป ในแต่ละมื้อผมไม่ได้ให้เยอะ ผมกะเอาแค่พอกินหมด และยังมีอาการหิวอยู่นิดๆ ค่อยเพิ่มในมื้อต่อไป เพื่อฝึกให้เขาเป็นหมากินง่าย ถ้ากินไม่หมดผมจะเก็บทันที ผมลดปริมาณนมลงเรื่อยๆ ประมาณอาทิตย์กว่าๆ หมาผมก็กินอาหารเม็ดแบบแห้งๆเพียวๆได้แล้ว

                หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผมไม่ใช้อาหารเอกซ์ตรีมบูลลี่ โปรตีน 45% กับหมาผม เหตุผลก็คือเขายังเล็กมาก ผมกลัวว่าเขาจะอ้วนเกินไป  ผมไม่ชอบลูกหมาที่อ้วนจนตัวกลม เพราะมันจะขี้เกียจแล้วจะนอนทั้งวันจนกระทบกับโครงสร้าง ถ้าดูจากรูปประกอบที่ผมเอาลง จะเห็นว่าลูกหมาผมจะมีลักษณะพอดีมากๆ ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป ผมจะทำให้ดูว่า การเลี้ยงลูกหมาโดยไม่อัดอาหาร สุนัขเจริญเติบโตมาแล้วเป็นอย่างไร ผมอยากให้มือใหม่ได้ประโยชน์จากการเลี้ยงสุนัขตัวนี้ของผม ซึ่งมันเป็นโอกาสดีมากๆที่ ผมจะได้ถ่ายทอดวิธีการเลี้ยงหมาจากประสบการณ์จริงให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วยครับ

                หลังจากมาอยู่กับผมได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ตอนเอามาอายุน่าจะอยู่ประมาณ 45-50 วัน จากน้ำหนักตัว 3.7 กก ก็เพิ่มมาเป็น 4.6  กก ถ้าจำไม่ผิด ผมจำได้ลางๆว่าน้ำหนักมันขึ้นวันละขีด เมื่อผมแน่ใจว่าเขาไม่มีภาวะความเครียด ผมจึงนำเขาไปทำวัคซีนเข็มแรก  แต่โชคร้ายหลังกลับมาเขามีอาการป่วยหมอ สันนิฐานว่าน่าจะเป็นหลอดลมอักเสบ เป็นอยู่ประมาณเกือบสองสัปดาห์ เขามีน้ำมูกมาก จามทั้งวัน และมีน้ำใสๆออกจากจมูกตลอดเวลา ตอนเช้าขี้มูกจะออกเขียวเข้ม ไม่ค่อนกินอาหารจนซูบไประยะหนึ่ง น้ำหนักตัวแทบไม่เพิ่มเลย พออาการทุเลา ก็ครบกำหนดต้องทำวัคซีนเข็มที่สอง คือต้องทำหลังจากเข็มแรกสองสัปดาห์ วัคซีนเข็มแรกจะยังไม่ช่วยให้สุนัขมีภูมิมากนักยังมีความเสี่ยงที่จะติดโรคสูงอยุ่ แต่หลังจากวัคซีนเข็มสองสุนัขจะเริ่มมีภูมิต้านทานประมาณ 70-80% แต่ก็ยังไม่ถือว่าปลอดภัยได้ 100% จนกว่าจะทำวัคซีนเข็มที่สามที่ต้องทำหลังจากเข็มที่สองหนึ่งเดือน ระยะนี้จะเป็นช่วงที่ปลอดภัยสูงสุด

จากการที่สุขภาพเขาไม่แข็งแรงเพราะอากาศที่กรุงเทพร้อนจัด ผมตัดสินใจเริ่มใช้วิตามิน ฟิวเจ่อร์ สตาร์ สำหรับลูกสุนัข เพื่อเสริมภูมิต้านทานให้เขา เพื่อช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร และพร้อมกับใช้อาหารเสริมบูลลี่แมกซ์ช่วยในการบำรุงร่างกายให้เขากลับมาอยู่ในสภาวะเหมือนสุนัขปกติโดยเร็วที่สุด และก็ตัดสินใจใช้อาหารเอฟวันแอดวานซ์ผสมกับอาหารเอกซ์ตรีมบูลลี่ให้เขากินในตอนนี้เลย พออายุ 75 วัน น้ำหนักเขาขึ้นมาอยู่ที่ 8 กก และในวันที่ผมเขียนต้นฉบับอยุ่นี้ เขาหนัก 9 กก อายุก็ประมาณ 85 วัน ช่วงนี้ผมเริ่มพาเขาออกไปจูงเดินนอกบ้าน และพาไปว่ายน้ำที่ศูนย์ฝึกดีวันมาแล้วสองครั้ง การเลี้ยงหมาของผม ผมจะเน้นการออกกำลังกาย มากกว่าการเน้นการอัดอาหาร ผมจะยังคงให้กินในปริมาณน้อย แต่เน้นที่อาหารที่มีคุณค่า การเลี้ยงลูกสุนัข มันไม่มีสูตรสำเร็จ บางครั้งก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เราต้องเข้าใจว่า เขายังบอบบางมาก มันจึงมีความเสี่ยงที่จะป่วยได้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสุขภาพที่ดีจึงเป็นภูมิต้านทานที่ดีที่สุดของเขาครับ

ฉบับหน้าผมจะมาเล่าถึงวิธีการเลี้ยงดูเพิ่มเติมให้อีกนะครับ ใครที่มีสุนัขวันไล่เรี่ยกันหรือกำลังจะมีลูกสุนัขมาเลี้ยงก็อยากให้อ่านเพื่อเป็นแนวทางและนำวิธีการของผมไปประยุกต์ใช้ก็ได้ครับ หากมีข้อสงสัยในช่วงนี้หรือรู้สึกใจร้อน ผมแนะนำว่าไปหาอ่านในเว็บไซต์ pitbullzone.com ผมก็มีเขียนแนะนำไว้บ้างแล้ว และก่อนจะจบบทความในตอนนี้ ผมก็อยากประชาสัมพันธ์ ถึงกิจกรรมการแข่งลากน้ำหนักครั้งใหญ่ที่สุดของปี ที่เราจะจัดกันในปีนี้ ที่ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็กเมืองทองธานี ในวันที่ 29 มิถุนายน ถึง 1 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ งานนี้จะเป็นงานใหญ่มากตั้งแต่เราจัดกันมา มีความพร้อมหลายๆอย่างทั้ง สถานที่ อุปกรณ์ และคุณภาพของนักกีฬา ที่สำคัญงานนี้จะเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของมีนักกีฬาลากน้ำหนักชั้นนำจากทั่วประเทศ และตั้งใจมาประลองพลังกัน ผมก็ไม่อยากให้พลาดงานดีๆครั้งนี้ครับ ตอนต้นปีเราไปจัดกันที่เชียงใหม่และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มาครั้งนี้เราจัดกันที่กรุงเทพฯ งานก็น่าจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมและคงจะมีจำนวนสุนัขที่ลงแข่งขันมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

30. May 2012 by mark
Categories: บทความ | 3 comments