
บทนำ: ทำความเข้าใจคำว่า "พิตบูล"
เมื่อพูดถึงสุนัขสายพันธุ์ "พิตบูล" (Pit Bull) หลายคนมักนึกถึงภาพของสุนัขที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัด กรามที่ทรงพลัง และพละกำลังอันมหาศาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่า "พิตบูล" ไม่ใช่ชื่อของสุนัขเพียงสายพันธุ์เดียว แต่เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มสายพันธุ์สุนัขที่มีบรรพบุรุษร่วมกัน ได้แก่ อเมริกัน พิตบูล เทอร์เรีย (American Pit Bull Terrier), อเมริกัน สแตฟฟอร์ดเชียร์ เทอร์เรีย (American Staffordshire Terrier), สแตฟฟอร์ดเชียร์ บูล เทอร์เรีย (Staffordshire Bull Terrier) และอเมริกัน บูลลี่ (American Bully) เพื่อให้เข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงของสุนัขกลุ่มนี้ เราต้องย้อนเวลากลับไปสำรวจประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยการต่อสู้และความผูกพันของพวกมัน
ยุคมืดในสหราชอาณาจักร: จุดเริ่มต้นจากกีฬาเลือด (Blood Sports)
ต้นกำเนิดของสุนัขสายพันธุ์พิตบูลสามารถสืบย้อนกลับไปได้ถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ในประเทศอังกฤษ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ ในยุคนั้น กีฬาสัตว์ต่อสู้ที่เรียกว่า "Bull-baiting" (การให้สุนัขสู้กับวัวกระทิง) และ "Bear-baiting" (การให้สุนัขสู้กับหมี) ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชาวบ้าน สุนัขที่ถูกนำมาใช้ในกีฬาเหล่านี้คือสายพันธุ์ "โอลด์ อิงลิช บูลด็อก" (Old English Bulldog) ซึ่งเป็นสุนัขที่มีรูปร่างบึกบึน กรามล่างยื่น และมีพละกำลังในการกัดและยึดเกาะสูงมาก เป้าหมายของเกมคือการให้สุนัขกัดเข้าที่จมูกของวัวกระทิงและตึงเอาไว้จนกว่าวัวจะยอมจำนน
การกำเนิดของสายพันธุ์ "บูลแอนด์เทอร์เรีย" (Bull and Terrier)
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1835 เมื่อรัฐบาลอังกฤษได้ตรากฎหมายคุ้มครองสัตว์ (Cruelty to Animals Act 1835) ซึ่งทำให้กีฬา Bull-baiting กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ความต้องการการพนันและความบันเทิงใต้ดินยังคงอยู่ ผู้คนจึงหันไปจัดกีฬาที่ซ่อนเร้นได้ง่ายกว่า เช่น "Rat-baiting" (การจับสุนัขลงไปในหลุมเพื่อแข่งกันกัดหนู) และการต่อสู้ระหว่างสุนัขด้วยกันเอง (Dogfighting) โดยคำว่า "Pit" หรือหลุมนั้น ก็มาจากหลุมที่ใช้ในการแข่งขันเหล่านี้นั่นเอง
สำหรับกีฬาสุนัขต่อสู้ โอลด์ อิงลิช บูลด็อก แม้จะแข็งแกร่งแต่ก็เชื่องช้าเกินไป นักเพาะพันธุ์จึงเริ่มนำพวกมันมาผสมข้ามสายพันธุ์กับ "เทอร์เรีย" (Terriers) ซึ่งเป็นสุนัขที่มีความปราดเปรียว ว่องไว และดุดัน ผลลัพธ์ที่ได้คือสายพันธุ์ "บูลแอนด์เทอร์เรีย" (Bull and Terrier) ซึ่งรวมเอาพละกำลังของบูลด็อกและความว่องไวของเทอร์เรียเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว นี่คือบรรพบุรุษสายตรงของพิตบูลในปัจจุบัน
การเดินทางข้ามมหาสมุทรสู่แผ่นดินอเมริกา
ในช่วงกลางถึงปลายศตวรรษที่ 19 ผู้อพยพชาวอังกฤษและไอร์แลนด์ได้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อมาตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกา และพวกเขาได้นำสุนัขบูลแอนด์เทอร์เรียเหล่านี้ติดสอยห้อยตามมาด้วย เมื่อมาถึงอเมริกา สุนัขเหล่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดบทบาทอยู่แค่ในหลุมต่อสู้อีกต่อไป แต่พวกมันได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการใช้ชีวิตในยุคบุกเบิก
บทบาทของพิตบูลในอเมริกามีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น พวกมันถูกพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย โดยมีหน้าที่หลักๆ ดังนี้:
- สุนัขเฝ้าฟาร์ม: คอยปกป้องทรัพย์สินและขับไล่สัตว์นักล่าป่า
- สุนัขต้อนสัตว์ (Catch Dogs): ช่วยชาวไร่ต้อนหมูและวัวป่าที่ดุร้าย
- สุนัขครอบครัว: ด้วยความจงรักภักดีและอดทน พวกมันจึงกลายเป็นเพื่อนเล่นที่ยอดเยี่ยมสำหรับเด็กๆ จนในยุคหนึ่งเคยได้รับสมญานามว่า "Nanny Dog" หรือสุนัขพี่เลี้ยง (แม้ว่าปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำว่าไม่ควรปล่อยเด็กเล็กไว้กับสุนัขตามลำพังก็ตาม)
การแยกสายพันธุ์และการยอมรับจากสมาคมสุนัข
ในสหรัฐอเมริกา สุนัขเหล่านี้ได้รับการขนานนามใหม่ว่า "อเมริกัน พิตบูล เทอร์เรีย" (American Pit Bull Terrier) สมาคม United Kennel Club (UKC) ได้จดทะเบียนสายพันธุ์นี้อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1898 โดยมีผู้ก่อตั้งสมาคมเป็นเจ้าของสุนัขพิตบูลตัวแรกที่ได้รับการจดทะเบียน
ต่อมาในปี ค.ศ. 1936 สมาคม American Kennel Club (AKC) ต้องการรับรองสายพันธุ์นี้เช่นกัน แต่พวกเขาต้องการสลัดภาพลักษณ์ของสุนัขต่อสู้ทิ้งไป จึงได้แยกสายพันธุ์นี้ออกไปพัฒนาในแนวทางประกวดและสุนัขเลี้ยง โดยตั้งชื่อใหม่ว่า "อเมริกัน สแตฟฟอร์ดเชียร์ เทอร์เรีย" (American Staffordshire Terrier) ซึ่งทำให้สายพันธุ์แตกแขนงออกเป็นสองเส้นทางหลักนับตั้งแต่นั้นมา
บทสรุป
ประวัติศาสตร์ของสุนัขสายพันธุ์พิตบูลเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวและความผูกพันระหว่างมนุษย์กับสุนัข แม้ว่าต้นกำเนิดของพวกมันจะมาจากโลกของการต่อสู้ที่โหดร้าย แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป พิตบูลได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกมันเป็นสุนัขที่มีความฉลาด ซื่อสัตย์ และพร้อมที่จะมอบความรักให้กับครอบครัวอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญที่สุดในการเลี้ยงดูพิตบูลในปัจจุบันคือความเข้าใจในธรรมชาติของสายพันธุ์ การฝึกฝนที่ถูกต้อง และการเลี้ยงดูด้วยความรับผิดชอบ